อัปเดตภาษีรถยนต์ไฟฟ้า 2569 กฎหมายใหม่และสิทธิประโยชน์ที่คนใช้ EV ต้องรู้

ปี 2568-2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการยานยนต์ไทย เพราะรัฐบาลเริ่มปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างจริงจัง เพื่อผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้รถพลังงานสะอาดมากขึ้น มาตรการใหม่นี้ไม่เพียงส่งผลต่อผู้ซื้อรถใหม่เท่านั้น แต่ยังมีผลต่อภาระภาษีประจำปีของคนที่ใช้รถ EV ด้วย

ประเด็นสำคัญการปรับภาษีรถ EV ในปี 2569

  • ภาษีสรรพสามิต EV ปี 2569 จะอยู่ในช่วง 0–2% ตามขนาดแบตเตอรี่และการผลิตในประเทศ
  • ภาษีประจำปี EV คิดตามน้ำหนัก ไม่เกิน 520 บาท / ปี (หากได้รับสิทธิลด 80% จะเหลือเพียง 260 บาทหรือน้อยกว่า)
  • รถน้ำมันทั่วไปยังต้องจ่ายภาษีตาม cc เครื่องยนต์ หลักพันบาทขึ้นไปต่อปี
  • ผู้ที่ซื้อรถ EV ระหว่าง 2568–2569 ยังได้สิทธิเงินอุดหนุนจากรัฐและอัตราภาษีที่ต่ำกว่ามาก
  • “ภาษี EV คือเครื่องมือหลักของรัฐในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด” ผู้ใช้รถ EV จึงควรติดตามอัตราภาษีและมาตรการใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ได้เต็มที่ก่อนมาตรการผ่อนคลายลง

การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2569

นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 กรมสรรพสามิตได้ประกาศปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ โดยเฉพาะในหมวดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Battery Electric Vehicle – BEV) และรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ซึ่งถือเป็นเฟสต่อเนื่องจากนโยบาย EV 3.5 ที่รัฐบาลเริ่มใช้ในปี 2567

สิทธิประโยชน์และมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาลสำหรับผู้ใช้ EV

รัฐบาลยังคงมอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ซื้อรถ EV ทั้งจากในประเทศและนำเข้า โดยเฉพาะในปี 2568-2569 จะยังคงมีอัตราภาษีสรรพสามิตร้อยละ 0-2 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไข เช่น

  • เป็นรถ EV ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป
  • เป็นรถ EV ที่ประกอบหรือผลิตในประเทศไทย
  • เป็นรุ่นที่มีราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมี เงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาท ต่อคันสำหรับรถ EV ราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท และอุดหนุน 50,000 บาท สำหรับรถที่มีราคาสูงกว่า 2 ล้านบาทเล็กน้อย อีกหนึ่งสิทธิสำคัญคือ การลดอากรนำเข้า สูงสุด 40% สำหรับรถ EV ทั้งคัน (CBU) ที่นำเข้าจากประเทศคู่ค้าตามข้อตกลง FTA และมีแผนตั้งฐานการผลิตในไทย

ความแตกต่างในการต่อภาษีระหว่าง EV และรถยนต์ทั่วไป

สำหรับการต่อภาษีประจำปี EV จะคิดจาก “น้ำหนักรถ” ไม่ใช่ “ขนาดเครื่องยนต์” เหมือนรถน้ำมัน ทำให้ภาระภาษีของ EV ถูกกว่าหลายเท่าตัว เช่น รถ EV น้ำหนักประมาณ 1,800 กก. จะเสียภาษีเพียง 300–400 บาท/ปี เท่านั้น ในขณะที่รถน้ำมันขนาด 1,500 cc ต้องจ่ายราว 1,500–1,800 บาท ต่อปี 

นอกจากนี้ รถ EV ใหม่ที่จดทะเบียนครั้งแรกยังได้รับสิทธิ ลดค่าภาษีประจำปี 80% เป็นเวลา 1 ปี นับจากวันที่จดทะเบียน ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายช่วงปีแรกได้มาก

อัตราภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ปี 2568-2569

เพื่อให้เข้าใจง่าย ตารางต่อไปนี้คืออัตราภาษี EV ตามน้ำหนักรถที่กำหนดโดยกรมการขนส่งทางบก

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและแนวโน้มอนาคต

มาตรการภาษีใหม่นี้ส่งผลดีต่อผู้บริโภคหลายด้าน ทั้งในแง่ “ต้นทุนการครอบครองรถ” และ “ความคุ้มค่าในระยะยาว”

  • ต้นทุนระยะยาวลดลง เนื่องจากภาษีประจำปีและค่าบำรุงรักษาต่ำกว่า
  • มูลค่าขายต่อเพิ่มขึ้น เมื่อ EV เริ่มเป็นที่นิยมและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น จุดชาร์จไฟ ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • ความชัดเจนของนโยบายภาษี ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจมากขึ้นว่าการซื้อ EV วันนี้ไม่เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่กระทบหนักในอนาคต

หากรัฐบาลยุติมาตรการอุดหนุนภายใน 2570 ตามที่ประกาศไว้ อาจทำให้ราคาซื้อรถ EV เพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป ซึ่งใครที่กำลังตัดสินใจซื้อในช่วงปี 2568–2569 ถือว่าอยู่ใน “ช่วงเวลาทอง” ที่ได้รับสิทธิเต็มที่

ที่มา

บทความที่เกี่ยวข้อง

บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน)

999/1 เดอะไนน์ทาวเวอร์ ถนนพระราม 9
แขวงพัฒนาการ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 10250

1519

 

www.thanachartinsurance.co.th