
ปี 2568-2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการยานยนต์ไทย เพราะรัฐบาลเริ่มปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างจริงจัง เพื่อผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้รถพลังงานสะอาดมากขึ้น มาตรการใหม่นี้ไม่เพียงส่งผลต่อผู้ซื้อรถใหม่เท่านั้น แต่ยังมีผลต่อภาระภาษีประจำปีของคนที่ใช้รถ EV ด้วย
นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 กรมสรรพสามิตได้ประกาศปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ โดยเฉพาะในหมวดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Battery Electric Vehicle – BEV) และรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ซึ่งถือเป็นเฟสต่อเนื่องจากนโยบาย EV 3.5 ที่รัฐบาลเริ่มใช้ในปี 2567
รัฐบาลยังคงมอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ซื้อรถ EV ทั้งจากในประเทศและนำเข้า โดยเฉพาะในปี 2568-2569 จะยังคงมีอัตราภาษีสรรพสามิตร้อยละ 0-2 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไข เช่น
นอกจากนี้ยังมี เงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาท ต่อคันสำหรับรถ EV ราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท และอุดหนุน 50,000 บาท สำหรับรถที่มีราคาสูงกว่า 2 ล้านบาทเล็กน้อย อีกหนึ่งสิทธิสำคัญคือ การลดอากรนำเข้า สูงสุด 40% สำหรับรถ EV ทั้งคัน (CBU) ที่นำเข้าจากประเทศคู่ค้าตามข้อตกลง FTA และมีแผนตั้งฐานการผลิตในไทย
สำหรับการต่อภาษีประจำปี EV จะคิดจาก “น้ำหนักรถ” ไม่ใช่ “ขนาดเครื่องยนต์” เหมือนรถน้ำมัน ทำให้ภาระภาษีของ EV ถูกกว่าหลายเท่าตัว เช่น รถ EV น้ำหนักประมาณ 1,800 กก. จะเสียภาษีเพียง 300–400 บาท/ปี เท่านั้น ในขณะที่รถน้ำมันขนาด 1,500 cc ต้องจ่ายราว 1,500–1,800 บาท ต่อปี
นอกจากนี้ รถ EV ใหม่ที่จดทะเบียนครั้งแรกยังได้รับสิทธิ ลดค่าภาษีประจำปี 80% เป็นเวลา 1 ปี นับจากวันที่จดทะเบียน ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายช่วงปีแรกได้มาก
เพื่อให้เข้าใจง่าย ตารางต่อไปนี้คืออัตราภาษี EV ตามน้ำหนักรถที่กำหนดโดยกรมการขนส่งทางบก

มาตรการภาษีใหม่นี้ส่งผลดีต่อผู้บริโภคหลายด้าน ทั้งในแง่ “ต้นทุนการครอบครองรถ” และ “ความคุ้มค่าในระยะยาว”
หากรัฐบาลยุติมาตรการอุดหนุนภายใน 2570 ตามที่ประกาศไว้ อาจทำให้ราคาซื้อรถ EV เพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป ซึ่งใครที่กำลังตัดสินใจซื้อในช่วงปี 2568–2569 ถือว่าอยู่ใน “ช่วงเวลาทอง” ที่ได้รับสิทธิเต็มที่