มะเร็ง ภัยร้ายใกล้ตัว 4 อาชีพที่มีงานวิจัยระบุไว้ชัดเจนว่ามีความเสี่ยงสูง

เตือนภัย 4 อาชีพติดอันดับเสี่ยงมะเร็งสูง ป้องกันก่อนสาย 

"มะเร็ง" โรคร้ายที่ทุกคนไม่อยากเผชิญหน้า และงานที่ทำอยู่ทุกวันอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายได้ด้วย โดยเฉพาะในบทความนี้จะขอพูดถึง 4 อาชีพที่มีงานวิจัยระบุไว้ชัดเจนว่ามีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะการทำงานที่ไม่ได้มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

เสี่ยง "มะเร็ง" จาก ฝุ่น แร่ และก๊าซเรดอน ในการทำงานเหมือง

คนทำงานในเหมืองไม่ว่าจะเหมืองแร่ เหมืองหิน หรือเหมืองยูเรเนียม สัมผัสกับฝุ่นซิลิกา (silica) ใยหิน (asbestos) และก๊าซเรดอน (radon) อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทั้งหมดนั้นองค์การ IARC และ WHO จัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งในมนุษย์ โดยเฉพาะในผู้ที่สูดฝุ่นหรือก๊าซเช้าไปสะสมในระยะยาว การศึกษาระดับ Pooled analysis ประเมินว่า แรงงานที่ได้รับฝุ่นซิลิกามีอัตราเสี่ยงมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นประมาณ 1.3 – 2.6 เท่า ขณะที่แรงงานที่สัมผัสใยหินมีความเสี่ยงสูงกว่านั้นอีก รวมถึงในเหมืองยูเรเนียมอัตราการเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 1.8 เท่า

อวัยวะที่ได้รับผลกระทบตรง :

“ปอด” เพราะฝุ่นแร่และก๊าซเรดอนถูกสูดเข้าไปจนสะสมในถุงลมและเนื้อเยื่อปอดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เกิดอักเสบเรื้อรัง พังผืด หรือแม้แต่กลายเป็นเซลล์มะเร็งในระยะยาว

วิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้น:

คนงานควรใช้หน้ากากกรองฝุ่นชนิด N95 หรือ P100 อยู่เสมอ หากทำงานในอุโมงค์ใต้ดินควรติดตั้งระบบระบายอากาศที่ดี และมีการตรวจวัดก๊าซเรดอน และฝุ่นในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้การเข้ารับการตรวจสุขภาพ เช่น X-ray ปอด หรือ spirometry ทุกปี จะช่วยให้ตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และถ้าเลี่ยงสูบบุหรี่ได้ ยิ่งลดความเสี่ยงได้มากขึ้น

เสี่ยง "มะเร็ง" จากการทำงานเกี่ยวกับไม้

กลุ่มอาชีพทำงานกับไม้ เช่น โรงเลื่อยเฟอร์นิเจอร์ หรือช่างแกะสลักไม้แข็ง มักมีการสูดฝุ่นไม้เข้าไปตลอดเวลา ฝุ่นจากไม้แข็งเช่น ไม้โอ๊ก หรือไม้บีช ถูก IARC จัดให้อยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 โดยเฉพาะมะเร็งโพรงจมูกและไซนัส การศึกษาแบบ case-control และ pooled epidemiological studies ที่รวมข้อมูลจากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่าแรงงานในสายนี้มีความเสี่ยงต่อมะเร็งโพรงจมูกเพิ่มขึ้นหลายเท่า บางรายงานระบุอัตราเพิ่มสูงถึง 50 เท่าเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป

อวัยวะที่ได้รับผลกระทบตรง :

ฝุ่นไม้เมื่อเข้าสู่โพรงจมูก และไซนัสจะทำให้เยื่อบุเกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นบ่อเกิดของการกลายพันธุ์ของเซลล์ในระยะยาว สุดท้ายอาจพัฒนาเป็นมะเร็งชนิด adenocarcinoma ได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับฝุ่นไม้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

วิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้น:

แนวทางป้องกันคือ ใส่หน้ากาก N95 หรือดีกว่า ทำงานในพื้นที่ที่มีระบบดูดฝุ่นหรือฟอกอากาศ ตลอดจนมีการทำความสะอาดพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เช่น ใช้เครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรม และล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ เพื่อขจัดฝุ่นที่ตกค้าง หากมีอาการจมูกสกปรก อุดตันบ่อย หรือเลือดกำเดาไหล ควรพบแพทย์เพื่อตรวจโพรงจมูก-ไซนัสอย่างละเอียด

เสี่ยง "มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ" จากงานเกี่ยวกับเม็ดสีและสีย้อม

ในโรงงานสี สิ่งทอ หรือการผลิตสีย้อมจำนวนหนึ่ง มีการใช้สารอะโรเมติกแอมมีนที่รู้จักกันดี อย่างเช่น benzidine และ beta-naphthylamine สารเหล่านี้ถูกจัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 โดยมีงานวิจัยในผู้ที่สัมผัสสารเหล่านี้ชัดเจนว่าเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะอย่างมาก 

อวัยวะที่ได้รับผลกระทบตรง:

สารเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังหรือสูดดม และเมื่อตับทำหน้าที่เปลี่ยนสารเหล่านั้น ร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะ สารพิษจะทำลายเยื่อบุผนังกระเพาะปัสสาวะ เมื่อมีการสะสมอย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่การเกิดเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด

วิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้น:

ผู้ที่ทำงานกลุ่มนี้ควรใช้ถุงมือกันสารเคมี หน้ากาก และชุดป้องกันที่ปิดมิดชิด หลีกเลี่ยงการเอามือเปื้อนสารเคมีไปสัมผัสลำตัว หรือบริเวณที่เปลือยให้น้อยที่สุด และควรล้างมือหรือร่างกายทันทีเมื่อสัมผัสสารเคมี นอกจากนี้การตรวจปัสสาวะหรือเซลล์เยื่อบุทางเดินปัสสาวะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยตรวจจับความผิดปกติในระยะแรกได้ก่อนมะเร็งจะพัฒนาอย่างรุนแรง

เสี่ยง "มะเร็งผิวหนังและตับ" จากงานเกี่ยวกับน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันเชื้อเพลิง

อีกหนึ่งกลุ่มอาชีพที่มักถูกมองข้าม คือ ผู้ที่ทำงานสัมผัสกับน้ำมันหล่อลื่น หรือน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในโรงกลั่น ปั๊มน้ำมัน หรืองานบำรุงรักษาเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่องเก่า หรือน้ำมันดิบที่ใช้งานผ่านหลายขั้นตอนโดยไม่ผ่านการแปรรูปหรือตัวกรองมากพอ มักมีสารกลุ่ม PAHs (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons) ซึ่ง IARC จัดว่าเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 โดยเฉพาะ Benzo(a)pyrene ฯลฯ ที่สามารถก่อมะเร็งผิวหนังและมีหลักฐานเชื่อมโยงกับมะเร็งตับในผู้ได้รับสารสะสมเรื้อรัง

อวัยวะที่ได้รับผลกระทบตรง:

PAHs เมื่อถูกดูดซึมผ่านผิวหนัง หรือสูดดมในพื้นที่ปิด การทำงานของตับจะต้องแปรรูปสารเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง หากสะสมเป็นเวลานาน อาจเกิดเนื้องอกที่ตับหรือมะเร็งผิวหนัง โดยเฉพาะคนที่สัมผัสสารเหล่านี้โดยตรง และไม่มีการระบายอากาศที่ดี

วิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้น:

เพื่อป้องกันความเสี่ยง ควรสวมถุงมือยาและชุดคลุมที่สามารถป้องกันการสัมผัสน้ำมันได้ หลีกเลี่ยงการถูกน้ำมันเครื่องด้วยมือเปล่า และหากต้องทำงานในพื้นที่อับก็ควรมีระบบระบายอากาศที่ดี รวมทั้งล้างมือล้างผิวทันทีหลังทำงานทุกครั้งที่เสร็จสิ้น ควรเปลี่ยนเสื้อผ้า และหากมีบาดแผลเล็ก ๆ หรือรอยขีดข่วนต้องรีบล้างทันที และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพผิวหนัง (skin exam) และตรวจตับตามมาตรฐานที่แพทย์แนะนำ

อย่าลืมว่าการป้องกันไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ว่าจ้าง หน่วยงาน และแรงงานเอง หากมีการวางนโยบายที่เข้มงวด เคารพมาตรฐาน และฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานอย่างจริงจัง การเข้าถึงการตรวจสุขภาพ การใช้ PPE และการควบคุมสารพิษต้นทาง จะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างมาก

อ้างอิง

  1. pmc.ncbi.nlm.nih.gov
  2. ncbi.nlm.nih.gov
  3. stopcarcinogensatwork.eu

บทความที่เกี่ยวข้อง

บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน)

999/1 เดอะไนน์ทาวเวอร์ ถนนพระราม 9
แขวงพัฒนาการ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 10250

1519

 

www.thanachartinsurance.co.th