"รถ EV" หรือ “รถยนต์ไฟฟ้า” ถ้าหากจะต้องขับลุยฝนจนน้ำท่วมมิดล้อจะทำให้เกิดปัญหาได้มากแค่ไหน บทความนี้จะพาไปตอบข้อสงสัยเพื่อให้เจ้าของรถ EV รู้จักการทำงานของรถมากขึ้น
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมรถ EV สามารถขับลุยฝนหรือแม้แต่น้ำท่วมได้ในระดับหนึ่ง จึงจำเป็นที่เราจะต้องรู้จักโครงสร้างภายในของระบบไฟฟ้าในรถ EV กันเสียก่อน
หัวใจหลักของรถยนต์ไฟฟ้า คือ “แบตเตอรี่แรงดันสูง” ซึ่งมักเป็นแบบลิเธียม-ไอออนแรงดันสูง (สูงกว่า 400 โวลต์) ความจุสูงกว่า 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป ขึ้นอยู่กับรุ่นของรถ และมักติดตั้งอยู่ใต้พื้นรถหรือด้านล่างสุดของโครงสร้างรถเพื่อรักษาจุดศูนย์ถ่วงต่ำทำให้มีความเสถียรขณะขับขี่ แบตเตอรี่นี้ถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุกันน้ำ และมีระบบจัดการกับแบตเตอรี่ (Battery Management System – BMS) ช่วยควบคุมการชาร์จ จัดการอุณหภูมิ และตรวจสอบความผิดปกติ เช่น การลัดวงจร ระบบ BMS จึงถือเป็นด่านแรกของความปลอดภัยหากระบบโดนความชื้นหรือกระแสไฟเกิน นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ “ชาร์จพลังงานกลับ” ระหว่างการเบรก ซึ่งเรียกว่า regenerative braking แบตเตอรี่ถือเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าความแรงสูงจึงต้องมีมาตรการป้องกันน้ำเป็นพิเศษ
เพื่อให้รถ EV สามารถใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้น ฝุ่น และฝนตกหนัก ผู้ผลิตทุกรายต่างต้องออกแบบอุปกรณ์ให้มีการป้องกันตามมาตรฐาน IP (Ingress Protection) ซึ่งระบุระดับการป้องกันฝุ่นและน้ำ ในรถบางรุ่นมีการออกแบบให้ได้มาตรฐาน IP67 ซึ่งหมายถึงสามารถกันฝุ่นได้สมบูรณ์ และสามารถแช่น้ำลึกได้ถึง 1 เมตรนาน 30 นาที โดยไม่มีผลกระทบต่อการทำงาน รถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นในตลาด จะมีการระบุ IP ที่รองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เปียกชื้นหรือฝนตกหนักอย่างชัดเจน
แม้ว่ารถ EV จะใช้แบตเตอรี่แรงดันสูง และมีการหุ้มด้วยวัสดุกันน้ำคุณภาพสูง แต่หากมีน้ำเข้าไปยังระบบควบคุมไฟฟ้า หรือจุดเชื่อมต่อของสายไฟภายในก็อาจเกิดความเสียหายได้ เช่น การลัดวงจร หรือการทำให้ระบบหยุดทำงานชั่วคราว ในความเป็นจริงโอกาสที่ระบบไฟฟ้าจะลัดวงจรในรถ EV ที่ออกแบบตามมาตรฐานสากลนั้นต่ำมาก เพราะการทดสอบจากหลายสถาบัน เช่น Insurance Institute for Highway Safety (IIHS) ระบุว่า รถ EV จำนวนมากสามารถผ่านการทดสอบลุยน้ำลึกระดับมิดล้อได้โดยไม่มีผลต่อแบตเตอรี่หรือระบบควบคุมไฟฟ้า
ซึ่งรถ EV แทบทุกรุ่นในตลาดปัจจุบันติดตั้งระบบตัดการจ่ายไฟอัตโนมัติ หากตรวจพบความชื้นหรือน้ำในส่วนของวงจรไฟฟ้า โดยระบบนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเพลิงไหม้ หรือช็อตภายในรถ ทำให้การขับผ่านน้ำไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด อีกทั้งผู้ผลิต EV หลายรายล้วนมีเอกสารการทดสอบและมาตรฐานความปลอดภัยที่แสดงว่า ระบบของพวกเขาได้รับการออกแบบให้สามารถทนต่อสภาพเปียกชื้นได้ดี
การขับผ่านน้ำที่สูงระดับเกินครึ่งล้อ หรือประมาณ 10-15 เซนติเมตร อาจก่อให้เกิดแรงดันที่ซีลแบตเตอรี่จนเกิดรอยรั่ว แม้รถ EV ถูกออกแบบให้ผ่านน้ำได้บ้าง แต่หากน้ำไหลแรงหรือแรงดันเพิ่มขึ้น อาจดันน้ำเข้าสู่ระบบ และสร้างความเสียหายได้ การขับถึงจุดสูงสุดของระดับน้ำอาจส่งผลต่อระบบระบายอากาศของชุดควบคุมหรือชุดเกียร์ด้วย
หลายองค์กรเช่น Electric Vehicle Council ของออสเตรเลีย และ AA ของอังกฤษ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการขับผ่านน้ำระดับลึก เนื่องจาก EV แม้จะทนได้ในระดับฝนตกหนัก แต่น้ำท่วมระดับลึกหรือกระแสน้ำแรงอาจทำให้รถเสียการควบคุมได้
แม้ระบบจะถูกออกแบบมาให้ปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีข้อควรระวังที่เจ้าของรถไม่ควรมองข้าม สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้มักเข้าใจผิดคือ หากรถยังสามารถขับต่อไปได้หลังลุยน้ำหรือฝนตกหนัก ก็แปลว่าไม่มีอะไรต้องกังวล ซึ่งเป็นความเข้าใจที่อันตราย เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถ EV มักจะไม่ปรากฏให้เห็นในทันที แต่อาจเกิดความชื้นสะสมขึ้นไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในจุดที่น้ำสามารถซึมเข้าไปได้อย่างแนบเนียน เช่น ช่องต่อไฟ สายไฟใต้ท้องรถ หรือบริเวณขั้วต่อแบตเตอรี่บางจุด ซึ่งแม้จะมีระบบซีลกันน้ำ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานความเสื่อมจากการใช้งานในระยะยาว หรือสิ่งปนเปื้อนในน้ำขังได้เสมอไป
อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ พฤติกรรมของผู้ใช้ในช่วงหลังขับลุยน้ำ เช่น การรีบเสียบชาร์จแบตเตอรี่ทันทีที่กลับถึงบ้าน หรือพยายามสตาร์รถใหม่หลังจากจอดแช่น้ำ สิ่งเหล่านี้อาจเร่งให้เกิดความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าแรงสูง หรือทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้โดยไม่ตั้งใจ เพราะการสัมผัสกับน้ำไม่ว่าจะมากหรือน้อยล้วนส่งผลต่อความปลอดภัยของระบบภายใน โดยเฉพาะหากน้ำที่ลุยมามีสิ่งสกปรกหรือแร่ธาตุที่เป็นตัวนำไฟฟ้าเจือปนอยู่ด้วย
สิ่งแรกที่ควรทำหลังจากรถเผชิญน้ำขัง ไม่ใช่การขับต่อหรือชาร์จแบตเตอรี่ทันที แต่ควรจอดไว้ในพื้นที่แห้ง เปิดประตูหรือหน้าต่างเพื่อให้ความชื้นภายในรถระเหยออกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นจึงนำรถเข้าศูนย์บริการ หรือให้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าของ EV ทำการตรวจสอบโดยละเอียด สิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือระบบควบคุมแบตเตอรี่ แผงควบคุมไฟแรงสูง และระบบระบายความร้อน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของพลังงานในรถ
ในบางกรณี แม้รถจะไม่ได้จมน้ำหรือเปียกแบบชัดเจน แต่หากมีการสัมผัสน้ำอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ฝนตกหนัก ก็สามารถทำให้เกิดความชื้นสะสมภายในได้ การวัดค่าความต้านทานของฉนวนและระดับการรั่วไหลของไฟฟ้าโดยใช้เครื่องมือเฉพาะทาง จึงเป็นกระบวนการที่ไม่ควรละเลย เพราะการตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถป้องกันเหตุไม่คาดคิดอย่างไฟไหม้จากแบตเตอรี่ลัดวงจรในภายหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับรถที่เคยถูกน้ำท่วมจนถึงระดับใต้ท้องหรือสูงกว่านั้น สิ่งที่ควรทำหลังจากน้ำลดลง คือการเคลื่อนย้ายรถออกจากพื้นที่ที่มีสิ่งปลูกสร้างหรือโครงสร้างเชื้อเพลิง เช่น ถังแก๊สหรือตัวบ้าน เนื่องจากหากเกิดเหตุเพลิงไหม้จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายกว่าเมื่อรถอยู่ในพื้นที่เปิด การนำรถไปจอดในที่โล่ง หรือให้เจ้าหน้าที่ลากรถไปยังศูนย์ตรวจสอบแบบเร่งด่วน จึงเป็นอีกขั้นตอนที่ควรให้ความสำคัญ เพราะอุบัติเหตุจากรถ EV ที่มีความชื้นภายในอาจไม่เกิดขึ้นทันที แต่สามารถเกิดได้แม้เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงหรือหลายวันหลังน้ำแห้งแล้ว